Posted by: nebura | มกราคม 12, 2009

ว่ากันเรื่องโดเมนเนม

โดเมนเนมเดี๊ยวนี้มีความสำคัญต่อการเข้าชมเว็บไซต์ ยิ่งสื่อเท่าไหร่ยิ่งดี จึงมีหนังสือที่เกี่ยวกับการสอนตั้งชื่อโดเมน หรือบทความเกี่ยวกับการตั้งชื่อโดเมนมากมาย อาทิเช่น

http://forums.thaisem.com/index.php?action=printpage;topic=6636.0
http://cid-f83c786d9e00c5a7.spaces.live.com/blog/cns!F83C786D9E00C5A7!176.entry
http://www.afflovers.com/?p=71

แต่ ย้ำ แต่คุณต้องระวังอย่างหนึ่งคือ การที่จะเช็คโดเมเนมว่าว่างหรือไม่ว่างนั้น ต้องระวังการถูกตัดหน้าจดโดเมนไปก่อน  โดยไอ้พวกเว็บที่ให้บริการเช็คโดเมนเนมนี่แหละตัวดีมากๆ เมื่อเราพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เราคิดมาตั้งนาน พอพิมพ์ไปปุ๊บ Enter ปุ๊บ เอาเว้ยว่าง เตรียมจดดีกว่า  พอวันรุ่งขึ้นโทรไปจะจด มีคนจดตัดหน้าซะงั้น มันบังเอินอย่างไม่คาดคิดซะเหลือเกิน เพราะอะไรละครับ เพราะเว็บพวกนี้มันมี bot คอยเก็บข้อมูลของเรา เพื่อขโมยความคิด(โดเมนเนม)ของที่เราคิด  (ผมโดนมาแล้ว มีคนจดตัดหน้า 1 วันก่อนจะจดทะเบียนโดเมนเนม) เพราะฉะนั้น ก็ควรระวังตัวกันนิดนึงนะครับ ต้องดูเว็บที่ไว้ใจได้จริงๆ (ไม่น่าจะมีซักเว็บ) ผมมาเตือนนะครับ ไม่เชื่ออย่ามาหาว่าไม่เตือนละกันนะครับ

Posted by: nebura | ธันวาคม 8, 2008

ทางแยก!

ในการเดินทางตามเส้นทางของชีวิต จะมีหลายครั้งที่ทุกคนต้องเจอกับทางแยก เมื่อเจอทางแยกนั้น เราต้องตัดสินใจในการเลือกทางเดินของชีวิต ซึ่งถ้าเราเลือกถูก ก็ถือเป็นโชคดีของเราไป  แต่ถ้าเราเลือกผิดละ! อะไรจะเกินขึ้นกับชีวิตเราบ้าง ไม่มีใครรู้  ไม่มีใครสามารถบอกได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้ได้นั้น คือการเดินเข้าไปสู่ทางนั้นๆ ถ้าเดินเข้าไปแล้วมันไม่ใช่ละ จะทำอย่างไร?  จะเดินย้อนกลับมาอย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าคุณเกิดเดินทางผิดไปเสมอละ คุณก็ต้องเดินย้อนกลับมาเรื่อยๆงั้นหรือ เดิน 3 ก้าว ถอยหลัง 2 ก้าว แล้วเมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย? และเมื่อเราเดินมาถูกทางแล้วละ ทุกอย่างสดใสเหมือนที่เราคาดคิด แต่อย่างไรก็ตามสักวันเราก็ต้องเจอทางแยกเหมือนกัน! ไม่น่าจะมีคนไหนที่เดินเป็นแส้นตรงได้จนจบทางเดินชีวิต แล้วเมื่อเจอทางแยกละ?
อะไรคือสิ่งที่โน้มน้าวในเราให้เลือกเดินทางนั้น เงิน?  บริษัทที่ใหญ่โต? ตำแหน่ง?  สวัสดิการ?  ฯลฯ  คุณละเลือกอะไีร?
มีหลายคนบอกว่าอะไรก็ได้ ขอให้บรรยากาศที่ทำงานดี ทำแบบพี่น้อง ความกดดันน้อย แต่ถ้าค่าตอบแทนน้อยละ  คุณจะอยู่ได้ไหม ( ลองคิดจากจิตใต้สำนึกคุณดูว่าเป็นอย่างไร ชีวิตไม่ใช่ละคร เพราะความสบายใจกินไม่ได้  สิ่งที่จะทำให้อยู่รอดคือ เงิน! )
หลายคนคิดว่า เงินไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น แต่จริงๆ ไม่ใช่  มีบางสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้จริง  แต่เกือบทุกสิ่งเงินซื้อได้หมด ถึงจะไม่ใช่จ่ายตังและได้ของ แต่มันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ อย่างน้อยที่ทุกคนมีทุกวันนี้สิ่งหนึ่งก็มาจากเงิน!
อย่านึกว่าไม่จริง  ความรู้มีคนให้คุณฟรีๆไหม  ที่คุณจบมาจนทำงานนี้  อย่างน้องก็ต้องใช้เงิน  ที่คุณเติบโตมาได้ก็ต้องทานอาหาร อาหารก็ต้องซื้อ เงินไปอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิตไปหมด จนเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เงินไม่มีอิทธิพลกับชีวิตของเรา
แล้วจะทำอย่างไรละถ้าต้องเลือกระหว่างเงินกับความสบายใจในการทำงาน?
1.  ทำงานอย่างมีความสุข เจอสิ่งที่ใช่ บรรยากาศในการทำงานก็ดีมาก เงินเดือนพอประมาณ รอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน พอเก่งค่อยว่ากัน
2. ไม่รู้งานจะใช่อย่างที่ชอบไหม  บริษัทใหญ่โต บรรยากาศในการทำงานต่างกันแน่ๆ กดดันแน่นอน  โอกาศก้าวหน้ามีมากพอๆ กับที่จะพลิกชีวิตเราจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เหมือนกัน เงินเดือนเยอะโคตร
คุณละเลือกแบบไหน?

ส่วนผมยังคิดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาไว้แค่นี้ก่อนละกันนะ ปวดหัวตึบ

Posted by: nebura | พฤศจิกายน 10, 2008

ตากับยาย(ตอนที่ 1)

มีตากับยายคู่หนึ่งที่รักกันมาก จนหลายคนอิจฉา ตาทำเพื่อยาย  ยายทำเพื่อตา  ทั้ง 2 คนทำเพื่อกันและกัน ตาชอบซื้อของให้ยาย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ตุ๊กตา  ไม่ว่าอะไรที่ยายชอบ  ตาจะหามาให้ทุกอย่าง  ส่วนยายก็รักตามาก รักแม้แต่ชีวิตก็จะให้ได้  ตาจะบอกกับยายเสมอก่อนนอนว่า  คิดถึงนะ  รักยายนะ  มั่นใจไม่เลือกใครแล้วนะ  ฝันดีนะ  เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่คบกัน  จนมาวันหนึ่ง ยายกับตาเกิดทะเลาะกัน ในเรื่องของความคิดที่ไม่ตรงกัน  และยายได้พูดมาว่า  ตารักยายด้วยการให้สิ่งของใช่ไหม  นี่คือการแสดงความรักของตาใช่ไหม  เมื่อตาได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก  ตาจบเรื่องทะเลาะกับยาย  และตายอมรับผิดคนเดียว  ว่าที่ตารักยายมาตลอด ตาเพิ่งรู้ว่าการแสดงออกของตานั้นมันคือการให้สิ่งของ  โดยยายลืมนึกอะไรไปรึปล่าว  ว่าตาให้เพราะอะไร  วันนั้นตาเสียใจมาก  แต่ตาก็ไม่ได้บอกยาย  ตาจบทุกอย่างไว้แค่นั้น  และไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย ตายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตาทำทุกวันเหมือนปรกติ  ตารักยายเหมือนเดิม แม้ยายจะให้นิยามความรักของตาว่า “ตาแสดงความรักกับยายด้วยการให้สิ่งของเท่านั้นเอง”
เรื่องราวของตากับยายจะเป็นอย่างไร ตากับยายจะเข้าใจกันไหม รออ่านภาคต่อไปและกันนะคับ

Posted by: nebura | พฤศจิกายน 6, 2008

ก้าวต่อไป!

หลายท่านคงได้ดูโฆษณาของ Johny Walker  ในชุดก้าวต่อไป  หลายท่างคงชื่นชอบกับเนื้อหาการ
นำเสอนของ Johny Walker  ซึ่งทำให้คนอยากรู้ว่าจะมีไรเกิดขึ้นต่อไป โดยกล่าวเนื้อเรื่องโดยย่อว่า
ตอนที่ 1
มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งทำธุรกิจชนิดหนึ่งจนเกิดความสำเร็จ และหนึ่งคนในกลุ่มนั้นมีความฝันที่จะสร้าภาพยนต์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา เพื่อนๆจึงเห็นความสำคัญในความฝันของเพื่อนจึงให้เพื่อนออกมาทำหนังตามความฝันของเค้า
ตอนที่ 2
เพื่อนคนที่ออกมาทำหนังคนนั้นมีปัญหา  ซึ่งจะส่งเมล์คุยกับเพื่อนๆก็ไม่อยากรบกวน เพื่อนในกลุ่มก็เลยสงสัยว่าเป็นะไรถึงเงียบหายไปเป็นอาทิตย์เลย ไม่ยอมส่งข่าว  เลยออกไปหา และก็รู้ว่าเกิดปัญหาจริงๆ เลยพาตัวออกมาเพื่อนคุยกันว่ามีปัญหาอะไร
ตอนที่ 3
ปัญหาได้ถูกเฉลยออกมาว่า  เค้าถูกขโมยบทหนังไป ตอนที่เค้าออกไปโทรศัพท์  ซึ่งถ้าไม่มีบทก็ไม่มีใครยอมสร้างหนังกับเค้าแน่ เพื่อนๆเลยรวมเงินกัน โดยคนที่ 1 ให้เครดิตการ์ดมา 2 ใบ  คนที่สองอ้ำๆอึ้งๆ  จึงโดนคนที่ 1 หยิบกระเป๋าตังมาโยนเข้ากองกลาง  ส่วนคนที่ 3 ก็ไม่มีอะไรจะให้ เลยยกรถให้เลย ซึ่งรถนี้เค้ารักมาก แต่เมื่อเทียบกับคำสัญญา  เค้าก็คิดว่าคำสัญญาสำคัญทีสุด

คุณว่ามันเป็นความคิดที่ดีไหม  กับโฆษณาชิ้นนี้  เชื่อว่า 9 ใน 10 คนต้องบอกว่าทำได้ดีมาก
แต่จะดีกว่าไหม  ถ้าทั้ง 3 คนหยุดคิดก่อนซักนิด  เอาตังที่รวบรวมไปซื้อเครื่องปริ้นใหม่ และปริ้นบทหนังออกมา  แล้วเอาไปเสนอ  มันจะง่ายกว่าไหมอะ  555 ( หรือไม่แน่ความคิดของผมอาจจะเฉลยในตอนที่ 4 โดยทั้ง 3 คนไปพันธ์ทิพ ไปซื้อเครื่องปริ้นใหม่ก็เป็นได้ใครจะรู้ )
( กูคิดได้เนอะ )

Posted by: nebura | กันยายน 25, 2008

ข้อคิดจากการทำงานมา 2 เดือน

เวลาเรียนเราเอาตังไปแลกความรู้  แต่เวลาทำงาน ได้ความรู้ แถมยังได้ตังอีกต่างหาก
คิดยังไงก็คุ้มอะ 555+

Posted by: nebura | มิถุนายน 30, 2008

เทปลับราชบุเรี่ยน

Posted by: nebura | มิถุนายน 16, 2008

ทำอย่างไรจะได้อย่างนั้น?

หลังจากที่ว่างจัด ก็ลองนั่งอ่านหนังสือ Ajax และทำตามไปเรื่อยๆ และคิดไรเพลินๆ แล้วก็คิดว่าคนเราทำอย่างไร จะได้รับผลอย่างนั้นจริงหรือ ? แต่มันก็น่าจะจริงนะ เพราะจากการทำที่ศึกษาเกี่ยวกับ Ajax ผลก็คือ เราจะได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมันก็ตรงกับทั้งหลักวิทยาศาสตร์ และก็หลักของศาสนาพุทธ
แล้วหลักเหตุผลนี้ ใช้ได้กับทุกอย่างรึปล่าว ? คุณคิดว่าอย่างไร ?
แล้วอย่างที่เวลาคนป่วย ซึ่งมีเชื่อโรครุมเร้าอย่างมากมาย ซึ่งเชื่อโรคต่างๆเหล่านี้ เราก็จัดเป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อเราฉีดยา หรือทานยาเพื่อรักษาาอาการให้ดีขึ้น แต่ยาเหล่านั้นก็มีผลในการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ทำให้มันตาย !
ซึ่งเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำบาป ! และมันเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ที่เราจะทำให้เราได้รับผลกรรมเหล่านั้น ?
การที่มีบางคนเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ เป็นไปได้ไหม ที่เรารับผลกรรมจากการฆ่าเชื้อโรคต่างๆภายในร่ายกายของเรา ?
แล้วเป็นไปได้ไหม ว่าเชื้อโรคต่างๆ ก็ได้รับผลกรรมจากการที่คร่าชีวิตเราเช่นกัน ?
ยังคิดไม่ออกเหมือนกันนะครับ อันนี้เป็นแค่ความคิดหนึ่งในการคิดหลายหลากมากมายระหว่างการรอรับปริญญา
แล้วคุณละ คิดว่าเป็นอย่างนั้นรึเปล่า

Posted by: nebura | มิถุนายน 8, 2008

ณ.ภูเก็ต 20-26 พ.ค. (ภาค5)

ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น และก็หิวกันมากๆ เลยบอกไกด์ว่าไปหาไรกินกัน ก็เลยบอกให้ไกด์ชวนเพื่อนไปด้วย ตอนแรกก็ว่าจะหาไรกินกันที่ จังซีรอน ไกด์ก็เริ่มโทรไปตามเพื่อนๆมา บอกว่าทันจะเลี้ยง เริ่มจากหนึ่ง เมื่อโทรไปถึงก็ได้รับคำตอบตกลง แต่ต้องกลับมาทำงานตอนบ่าย 3 ให้ทัน และก็โทรตามกิ๊ก ซึ่งกิ๊กบอกว่าทำงานบ่ายโมง แต่ก็ยังใจที่จะมากินด้วย เราเลยเปลี่ยนที่กิน จากจังซีรอน ไปเป็นห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล โดยนัดกัน 11 เลย และไกด์ก็โทรตามออย เพือนสนิทอีกคนนึง จากนั่นเราก็อาบน้ำเตรียมตัวไปห้างกัน โดยเดินทางโดยรถมอเตอร์ไซด์ และก็นัดเจอกันที่หน้าเอ็มเคเลย พอถึงห้างเริ่มคิดได้ว่าคนเยอะไปป่าวนี่ กินดันกิ้นโดนัทแทนได้ไหม (ไม่มีตังเลี้ยง 555 ล้อเล่นๆ) เมื่อมากันครบก็เข้าไปที่ร้านแล้วก็สั่งๆๆ มากเยอะแยะมากมาย แล้วไกด์ก็เริ่มคุยกับเพื่อนๆ คอทองแดงของเค้า ซึ่งฟังไปก็ขำไป (พูดไรกันลิ้นจะหมุนเข้าไปในคออยู่แล้ว 555+) พอทานเสร็จกิ๊กก็ขอตัวกลับเลย เพราะว่าเดี๋ยวจะไปทำงานไม่ทัน และหนึ่งก็ขอตัวไปซื้อหนังสือ ส่วนไกด์กับออยก็ชวนกันไปเล่นเกมจับผิด (ทำไมชอบเล่นเกมจับผิดน้า เล่นเก่งซะด้วยดิ แล้วถ้าเกิดวันดีคืนดีมาเล่นกับเราละ ตายๆๆ 555+) และก็ว่าจะดูหนังต่อ เรื่อง What happen in Vagus แต่ที่นี่ดันมีรอบ 4 โมงก่าซะนี่ เราก็เลยไม่ดู ไปเดินเล่นกันที่ชั้นตุ๊กตา และก็เจอเพื่อนๆของตุ๊กตาใน Serie เดียวกัน ซึ่งน่ารักทุกตัว เราเลยบอกไปว่าจะซื้อให้ทุกครั้งที่มา ครั้งละตัว และก็ขับรถกลับไปที่ป่าตอง แล้วไปห้างจังซีรอน เพื่อไปหาหนังดู และก็มีเรื่อง What happen in Vagus ในรอบบ่ายสองสี่สิบห้าพอดีก็เลยดู ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำได้ดีทีเดียว ดีมาก ไกด์ชอบมาก แต่เราหลับไปนิด ไกด์ต้องมาปลุกให้ดูต่อ 555 และดูเสร็จก็ไปเดิน Super market ข้างล่าง หาอะไรไปกินที่บ้าน ซึ่งไกด์ก็ซื้อยำกระท้อน และก็บาโลน่าหมูพริก ไปกินกัน แล้วเราก็รีบกลับบ้าน เพราะกลัวพ่อเต้ยจะเป็นห่วง ระหว่างทางกลับกเจอร้านโอเด้งร้านเดิมก็ซื้อกันไปกินอีก โดยเราสั่งหมี่แห้งไม่ผัก ส่วนไกด์ก็บะหมีน้ำ ขอน้ำเยอะๆ แต่ดันได้หมีแห้งใส่ซีอิ้วดำมาอีก ซึ่งไกด์ไม่ชอบ ก็เลยต้องฝืนๆกินกันไป และก็กินยำกระท้อนไปด้วย ซึ่งยำกระท้อนแม่งก็ดันใส่ลูกชิ้นมาอีก มีกระท้อนหน่อยเดียว ไม่เป็นไร ไกด์ยังมีบาโลน่าหมูพริก ก็เลยเปิดกินเลย เอาอีก บาโลน่าก็ไม่อร่อยอีก มีแต่แป้ง เย็นนั้นไกด์เลยได้กินแต่ของไม่อร่อยเลย 555 น่าสงสาร และสักพักพ่อเต้ย อ๊อด ขวัญ และเต้ยก็กลับมา ตัวดำปิ๊ดปี๊มาเลย (ดำเกือบเท่าเราอะ 555+) แล้วก็หาอะไรกินกันตอนกลางคืน แ้ล้วก็พักผ่อนอนหลับ เตรียมตัวเที่ยวต่อวันพุ่งนี้
ปล. วันนี้มีความสุขจิงๆ ได้ดูหนัง ได้กิน ได้เดินเล่นกับเธอทั้งวันเลย
วันนี้เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

Posted by: nebura | มิถุนายน 2, 2008

ณ.ภูเก็ต 20-26 พ.ค. (ภาค4)

23 ก.ค. 2551

วันนี้เต้ย ขวัญ อ๊อด และพ่อเต้ย ได้ไปเที่ยวพังงากัน ไปดูเขาตาปู ซึ่งวันนี้เราไม่ได้ไปด้วย เพราะว่าอยากจะไปพร้อมคนที่เรามาหา ซึ่งเค้าจะเลิกงานวันนี้ตอน 3 ทุ่มครึ่ง เราเลยรออยู่บ้าน และซักประมาณ 10 โมงได้ มีพี่ที่บริษัทโทรมาให้เราเข้าไปสัมภาษณ์อีกที เพราะว่าเค้าแปลกใจว่าทำไมเด็กราชบุรี ถึงอยากจะมาทำงานที่ภูเก็ต พี่เค้ากลัวเราทำได้สักพักแล้วก็ชิ่งกลับไป 555 เค้าเลยให้เราไปคุยอีกที โดยเจ้าของบริษัทเป็นคนคุยเองเลย และเราก็เตรียมอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ 11 โมงเลย และก็กินข้าวไข่พะโล้ที่พ่อเต้ยเอาไว้ให้ และก็เล่นเกมอย่างสบายใจ พอสัก 12.30 เราก็ออกเดินทางไปบริษัทโดยขับมอเตอร์ไซด์ไป เมื่อถึงก็คุยกันเกี่ยวกับรายละเอียด และผลงานที่เราเคยทำ และก็ตกลงเกี่ยวกับเงินเดือนที่ทีแรกเราเรียกไป 14000 โดยเค้าขอให้ในช่วงทดลองงาน 12000 ก่อน โดยมีค่าคอมมิชชั่นให้เดือนละ 5 เปอร์เซนต์ ก็จะเป็น 13000 ก่าๆได้ ก็ตกลงกันว่าตามนี้นะ แล้วพี่ก็บอกจะจองที่ไว้ให้ และไปยกเลิกอีกคนที่สมัครไว้ (กดดันกูอีก 555) แล้วเค้าก็บอกน้องก็ลองหาหอแถวนี้ละกันนะ นี่อะข้างๆนี่ก็มีหอ 4000-5000 ได้ ในใจเราคิดขึ้นมาทันทีว่า “ไอ้บ้า ให้กู 13000 แล้วจ่ายค่าหอ 5000 นี่นะ จะเอาไรแ_กวะนี่” เราก็เลยถามพี่ว่าแถวนี้มีรถ 2 แถวผ่านไหมครับ พี่เค้าก็บอกว่า “ไม่มีครับ น้องคงต้องซื้อมอเตอร์ไซด์” โอ้วพระเจ้า อีก 40000 ก่า ถ้าผ่อนก็เดือน 2000 ก่า กูจะบ้า เหลือกินเดือนละ 6000 ตายๆๆๆ แล้วเมื่อคุยเสร็จก็กลับมาที่บ้าน แล้วก็คิด “กูจะมีตังเหลือเก็บไหมวะนี่ เฮ้อ”  แต่ขี้เกียจคิด  เอาไว้ก่อน รอแฟนเลิกงานดีก่า จะได้ไปรับซักที นั่งรอเวลา ทำไมมันช่างเดินช้าเหลือเกิน และเมื่อประมาณ 21.07 นาทีเสียงโทรสับเราก็ดังขึ้น ไกด์โทรมาบอกว่าไปได้รอบ 22.30 นะ โหช้าไปอีก ไกด์เลยโทรหาเพื่อนอีกคนที่อาจจะเข้าเมือง และก็พอดีเลย เพื่อนคนนั้นจะเข้าเมือง ไกด์ก็เลยติดรถมาลงโลตัส แล้วเราก็ไปรับ และตอนรออยู่ที่หน้าโลตัส มีชายนิรนามคนนึงมาขอดูเวลาจะตั้งนาฬิกาโทรศัพท์ แล้วก็ขอให้เราไปส่งที่ปั้ม ที่ห่างไปประมาณ 200 เมตร เราก็ไปส่ง โดยคิดในใจว่า “กูคนราชบุรี ไปส่งคุณคนภูเก็ต แล้วกูจะกลับมาตรงนี้ถูกไหมนี่ 555″ ขี่ไปก็กลัวไป แม่งจะปล้นกูไหมนี่ แล้วถ้าไกด์มารออีกจะเจอไหมนี่ แต่เมื่อถึงปั้มเค้าก็ลง และก็ขอบคุณกันไป เราก็โล่งอก และก็ขับรถมารอที่เดิม และไกด์ก็มา แล้วก็ซ้อนมอไซด์เรากลับบ้านอย่างรวดเร็ว โดยเราขับแบบเร็วมาก เร็วจนไกด์ต้องทัก เพราะด้วยความเร็ว 30กม/ชม เต่าทะเลคืบแซงเราไปแล้ว 555 (ใครจะอยากขับเร็วละ รอคนที่คิดถึงมาตั้งนาน หยุดเวลาได้ก็จะหยุด อิอิ) แล้วก็แวะกินก๊วยเตี๋ยวโอเด้ง ซึ่งที่นี่อร่อยที่สุดตั้งแต่กินโอเด้งมาจิงๆ ราคาก็ 30 บาท พิเศษก็ 40 บาท แล้วเราก็กลับบ้าน และก็ให้ไกด์ดูของที่แม่เราฝากมาให้ เป็นกระเป๋าสีชมพูลายวัยรุ่นหวานแหว๋ว พร้อมเฟอร์เรโร่รอชเชอร์อีก 30 ลูก และปริงเกิ้ล 2 กระป๋อง และก็ของขวัญเราที่ซื้อมาจากเซ็นทรัลอีก เมื่อเค้าเปิดออกก็พบกับตุ๊กตาที่เค้าชอบ และก็งงว่าเราไปหาซื้อมาได้ไง และก็กอดมันไม่ปล่อยเลย ไปไหนก็เดินเอาไปด้วย และเมื่อดูของฝากเสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำ เข้านอน เพื่อเตรียมเที่ยวกันต่อไป

Posted by: nebura | มิถุนายน 2, 2008

ณ.ภูเก็ต 20-26 พ.ค. (ภาค3)

22 ก.ค. 2551
วันนี้ตื่นขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่า เราน่าจะสัมภาษณ์วันนี้เลยนะ เพราะวันนี้ก็ไม่ได้ทำไร แต่ถ้าจะนักเค้าใหม่ก็จะต้องโทรประมาณ 9 โมงครึ่ง เพราะบริษัทจะเปิดแล้ว ระหว่างนี้เราก็อาบน้ำเตรียมตัว แล้วพ่อเต้ยก็พาไปกินขนมจีนร้านอร่อยที่น้านิดบอก ซึ่งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต (แถวศาลเจ้าจีน ใกล้ๆเขารัง) ซึ่งเราก็ไปกินขนมจีนน้ำพริก ซึ่งอร่อยมากๆ ราคาจานละ 15 บาท โดยเค้าจะตักขนมจีนไว้ให้เราแล้ว แล้วให้เราตักราดเอง โดยที่นี่จะกินแกล้มกับ ผักหลายชนิดมาก(ไม่สมมารถจำได้ เพราะเป็นโรคแพ้ผัก) มีไข่ต้ม ปาท่องโก๋ ปลากรอบตัวเล็กๆ เมื่อกินแล้วก็อร่อยดีนะ เมื่อเติมพลังกันเสร็จแล้ว เราก็ขับไปที่จุดชมวิวเขารัง ซึ่งจะมองเห็นตัวเมืองภูเก็ตสวยงามมาก (อยากให้ดูรูปที่ถ่ายมา แต่ว่าโทรศัพท์หายไปในวันนี้แหละครับ) เมื่อชมอยู่สักพักนึงก็นึกขึ้นได้ว่าต้องโทรไปนัดพี่เพื่อจะสัมภาษณ์ ก็ได้ความว่ามาได้ช่วงบ่าย จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซด์ไปวัดฉลอง ไปไหว้หลางพ่อแช่ม ไปขอพรก่อนจะไปสัมภาษณ์ ซึ่งอากาศระหว่างทางก็เป็นใจมาก ฟ้าเปิด แดงเปรี้ยง แต่พอไปถึงวัด กลับลืมความร้อน และระยะทางไปเลย วัดที่นี่ดูสวยมากๆ และเราไม่รอช้า ไปบูชาดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้หลวงพ่อแช่มกัน แล้วก็กลับที่พัก เพื่อให้เราได้เตรียมตัวที่จะไปสัมภาษณ์ เมื่อถึงที่พักเราก็ไม่รอช้า รีบแต่งตัวเตรียมไปสัมภาษณ์ แล้วซักเที่ยวกว่าเราก็ออกเดินทาง และไปแวะร้านส้มตำไก่ย่างแห่งหนึ่ง ซึ่งอร่อยมากๆ เมื่อพร้อมก็ไปสัมภาษณ์เลย โดยขับมอไซด์ไปกันหมด แล้วทิ้งรถไว้ให้เราคันนึง และเมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็จะไปนัดเจอกันที่ห้างเซ็นทรัล แล้วเราก็เข้าไปที่บริษัท พี่เค้าก็เอาใบสมัครมาให้เราเขียน ซึ่งมีช่องทีเด็ดอยู่ช่องนึงคือ “ต้องการเงินเดือนเท่าไหร่” เอาละซิกู ของแพงขนาดนี้ จะอยู่ยังไงดีวะนี่ เลยเขียนไปเลย 14000 บาท เมื่อเขียนเสร็จพี่โปรแกรมเมอร์ก็มาให้เราโชว์ผลงานของเรา เราก็โชว์ผลงานไม้ตายเลย คือ “Thaihosting communication project manager” (จุลนิพนธ์ของผมนั่นเอง อิอิ) เค้าก็ให้อธิบายภาพรวมของเว็บที่เราทำ แล้วก็ให้อธิบายมาฟังก์ชั่นนึง ซึ่งเราก็อธิบายในส่วนของ Project ซึ่งเค้าก็เข้าใจที่เราอธิบาย(รึปล่าววะ) แล้วก็ให้เราลองเพิ่มฟิลว์เพื่อเก็บข้อมูลอีก 1 ช่อง เมื่อทำเสร็จแล้วก็ไม่วายที่จะถามคำถามทีเด็ดกลับมา คือ เงินเดือนนี่ขอ 14000 ใช่ไหมครับ(ทำหน้าแบบงง) เราก็บอกไปอย่างหนักแน่นว่า “ครับ” แล้วเค้าก็บอกว่า แล้วจะติดต่อกลับไปนะครับ แล้วเราให้เรากลับ ในใจก็คิดว่าไม่เอากูแน่ เพราะเรียกแพงเกิ๊น แล้วก็โ?รนัดพวกพ่อเต้ยมาเจอกันที่เซ็นทรัล เราไม่ถึงก็ไม่วายที่จะคิดถึงสาวผู้หนึ่งที่เคยบอกกับเราว่าไปเจอตุ๊กตาที่เซ็นทรัลมาน่ารักมาก(เค้าถ่ายรูปมาให้ดูด้วย) อยากได้มาก ซึ่งตอนนั้นเราก็ทำเป็นไม่สนใจ จากนั้นเราก็จ้ำๆๆ หาว่ามันอยู่หลืบไหนของห้างวะนี่ ขึ้นไปโซนผู้หญิง ผ่าน เสื้อผ้า กางเกง ก็ไม่เจอ เดินไปต่ออีก ผ่านรองเท้า กางเกงใน ที่ครอบนม บิกินนี่ ก็ยังไม่เจอ ไปดูที่เครื่องเขียน ก็ยังไม่มี เลยตัดสินใจขึ้นไปอีกชั้น ก็ไปเจอเสื้อผ้าผู้ชาย ของกีฬา ก็เลยลงเลย รู้แน่ว่าไม่มี เลยลงมาที่ชั้น 1 ก็เจอกับ รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ก็คิดว่าไม่น่าจะมีแน่ๆ เลยเดินวนซะรอบห้างเลย ก็ไม่มี พอดีพวกอ๊อดมาพอดีเลยไปหาก่อน และก็ฝากโ๊น๊ทบุ๊คไว้ แล้วก็ไปเดินดูอีกที โอ้วพระเจ้า ยังมีชั้นใต้ดินที่ยังไม่ได้ดูอีก เลยลงไปดูก็พบกับโซนของเล่นเด็ก ก็ไปควานหา จนพบ แต่ทำไมมันตัวเล็กจังว้า.. ไม่เหมือนในรูปเลย เลยถามเค้าว่ามีตัวใหญ่กว่านี้อีกไหมครับ ก็ได้คำตอบมาว่าหมดแว้ว เลยตัดสินในเอาตัวกลางมาแล้วก็ไปจ่ายเงิน พอล้วงกระเป๋า โอ้ว!.. พระเจ้า ลืมเอากระเป๋าตังมาจากกระเป๋าสะพาย เลยต้องบอกเค้าว่า เอาไว้ก่อนนะครับ ไปเอาตังก่อนครับ แล้วก็เดินหน้าตั้งไปเอาตัง แล้วก็มาจ่าย แล้วก็ให้เค้าห่อของขวัญ แล้วก็เดินทางกลับที่พักกัน เมื่อถึงที่พักก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ไปเล่นน้ำทะเลที่หาดป่าตอง ซึ่งเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไป 1 ชุด พร้อมเงิน 280 บาท พร้อมโทรศัพท์ Sony K810i เพื่อไว้ถ่ายบรรยากาศ เมื่อถึงเราก็นอนเล่นสักพักเพื่อรอแดดร่มแล้วค่อยเล่น เมื่อแดดเริ่มร่ม เราก็เอากระเป๋าเสื้อ โทรศัพท์ และสร้อยพระอ๊อดไปไว้ใต้เบาะและเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อเล่นจนหนำใจและขึ้นมา ก็ยังพูดว่าของแม่งจะถูกงัดป่าววะ แล้วเมื่อไปที่รถ เหตุการณ์ไม่คากฝันก็เกิดขึ้น ของที่ไว้ใต้เบาะทั้งหมดหายไปแล้ว ประกอบด้วยเสื้อผ้า 1 ชุด โทรศัพท์ Sony K810i และสร้อยพระอ๊อดซึ่งประเมินค่าไม่ได้ แล้วก็เริ่มมองดูรอบๆ ก็ได้เห็นสายตาที่แปลกๆของ มอเตอร์ไซด์รับจ้างซึ่งมองเราตั้งแต่ที่เราเอาของไปไว้แล้ว แล้วพ่อเต้ยก็บอกว่า “ไปเหอะ ไงก็หาไม่เจอหรอก ไปแจ้งความก็เท่านั้น ไม่ได้ช่วยอะไร” ก็เลยช่างมัน หายก็หายไป รถไม่หายก็ดีแล้ว แล้วก็กลับบ้านโทรบอกพ่อ พ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าไร แต่แม่บอกว่าพ่อบอกว่า “เอาแล้ว ต้องซ้อใหม่อีกแล้วสิเนี่ย 555″ แล้วเมื่ออาบน้ำที่บ้านเสร็จ ก็ไปทานข้าวที่ร้านอาหารที่น้านิดดูแลอยู่ วันนี้น้านิดไปสั่ง กุ้งมังกร น้ำหนัก 1.9 ขีดมาให้กิน (ซึ่งก็ตกราคาประมาณเกือบ 5000 บาท) และก็กุ้งเสืออีก 2 โลได้ ผัดผัก ทอดมันกุ้ง ซึ่นในชีวิตนี้ เพิ่งจะเคยได้กิน กุ้งมังกร โดยที่เค้าเอาตัวไปเผาให้กิน และเอาหัวไปทำต้มยำ ซึ้งร้านนี้ก็ทำได้อร่อยมากๆ (ร้านป่าตองซีฟู๊ดครับ) ซึ่งคนเกาหลีข้างๆ มันคงงงๆ ว่าไอ้พวกนี้แต่ตัวไรกันมาก็ไม่รู้ เสือกสั่งกุ้งมังกรกิน 555 และเมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เราก็รับลงมือลองกินดูซิว่า มันเป็นจะได๋ พอกินไปก็ได้รู้ว่ามันก็คือกุ้งตัวใหญ่นั่นเอง เนื้อแน่นและเหนียวกว่าหน่อย ไม่ได้แตกต่างกันเลย 555 แล้วก็มีกุ้งทอดกระเทียมมาอีก ทอดมันกุ้ง กุ้งกระทะร้อน โอ๊ยๆๆๆ ตายๆๆๆ นี่มันงานเลี้ยงรุ่นของกุ้งหรอวะนี่ กุ้งเยอะแยะมากมากเยอะขนาดนี้ถ้ามันมีชีวิตอยู่ มันคงยกพวกมากินเราได้ 555 เมื่อกินเสร็จก็ขอบคุณน้านิดแล้วก็ไปเดินเที่ยวถนนคนเดินต่อซึ่งอยู่แค่ซอยถัดไปจากร้าน เมื่อเข้าไปก็เจอกับฝรั่งเยอะแยะมากมาย และก็เจอสาวไทยแสนสวยเสป็กฝรั่ง (สาวคล้ำๆ ตัวเตียๆ) เดินอยู่ในพร้อมกับกระเทยร่างใหญ่เต้นรูดเสาอยู่ เลยคิดว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับที่เราจะเดินเที่ยวแน่ๆ เลยเดินไปจนสุดซอย ซึ่งตรงข้ามจะเป็นห้าง จังซีรอน ก็เดินเข้าไปเที่ยว ซึ่งเค้ามีเทศการของจิ๋วอยู่ ซึ่งเป็นการจำลองเมืองภูเก็ต ทั้งวิถีชีวิต และตึกราบ้านช่อง ซึ่งทำออกมาได้สวยงามมาก เมื่อชมกันเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับไปเอารถ และก็กลับที่พัก เพื่อพักผ่อน เตรียมพร้อมกับวันต่อไป

หมายเหตุ
1. ป้ายที่เกี่ยวกับ ซึนามิ เยอะมากๆ น่าจะเป็นรองป้ายไปสุวรรณภูมินิดเดียว
2.ป้ายที่เกี่ยวกับ ซึนามิ เยอะมาก แต่ป้ายระวังของหาย หรือเกี่ยวกับการเตือนอื่นๆ มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (เสือกกลัวแต่ ซึนามิอย่างเดียว แม่งคิดได้ แล้วถ้าฝรั่งโดนขโมยของละ แม่งถ้าโดนหนักๆ มันจะกลับบ้านยังไง กลับไปก็เล่าต่ออีกว่าประเทศนี้ไม่น่าเที่ยว คิดดูดีๆแล้วกัน เสือกบ้าจี้แต่ ซึนามิ จนลืมคิดถึงเรื่องอื่นกันไปหมด)
3.อย่าเอาทรัพย์สินมีค่าไว้ใต้เบาะรถมอไซด์ เพราะจะมีคนมางัดและเอาของไป จากที่สังเกตน่าจะเป็นกลุ่ม “มอเตอร์ไซด์รับจ้าง” ที่จะคอยจ้องตลอดเวลาที่เรามาเปิดเบาะรถ (แถวสนามฟุตบอลแถวหาดป่าตอง)
4.ตำรวจท่องเที่ยวที่นี่ก็มี แต่ไม่รู้ไปท่องเที่ยวตรงไหน เราคนไทยยังหาไม่เจอเลย
5.ถนนภูเก็ตเป็นทางลาดชัน ขึ้นภูเขา ลงภูเขามากมาย และมักจะมีอุบัติเหตุบ่อยๆ ระวังกันให้ดีนะครับ (เวลาขึ้นอย่าจี้ตูดเค้า)
6.คนพื้นเมืองภูเก็ต จากที่ดู เป็นมิตรมากๆ ถามอะไรก็บอกด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

Older Posts »

หมวดหมู่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.