Posted by: nebura | พฤษภาคม 28, 2008

ณ.ภูเก็ต 20-26 พ.ค. (ภาค2)

21 ก.ค. 2551
เริ่มตื่นกันตอนประมาณ 9 โมงก่าตื่นมาก็อาบน้ำและมีข้าวมารอเลย เป็นข้าอะไรไม่รู้ของคนภูเก็ตอะ มันเป็นข้าวมัน ปะหน้าด้วย หมูแดง หมูกรอบ ไก่ และก็ราดน้ำคล้ายๆซีิอิ้ว อร่อยมากๆ กินเสร็จก็ออกเดินทางเลย จุดหมายอยู่ที่ ลากูน่า บีช รีสอร์ท (อยู่แถวหาดบางเทา) ซึ่งพ่อเต้ยได้พาเราไปหาคนที่เราคิดถึงมาที่สุดในตอนนั้น ก็เริ่มออกเดินทางเลย โดยใช้เจ้า GPS นำทางเราไป (ซึ่งขอบอกว่าเทคโนโลยีนี้ยังต้องปรับปรุงอีกมาก เนื่องจากจะหาระยะทางที่ใกล้ที่สุด โดยไม่คำนึงถึงเส้นทางจะกันดารขนาดไหน 555) มันก็นำทางเราไปเรื่อยๆ จากถนนสายหลัก เข้าไปยัง ตรอก ซอก ซอย ไปยันถนนลูกรัง ขับไปขับมาจึงตัดสินใจว่า ถามคนข้างทางดีก่า เมื่อไปถึงสถานที่ จะเจอป้าย LAGUNA ขนาดใหญ่อยู่น่าทางเข้า (LAGUNA จะเป็นเครือของโรงแรม ซึ่งประกอบด้วยหลายโรงแรม เช่น เชอราตั้น ดุสิต บันยันทรี ลากูน่าบีช รีสอร์ท ฯลฯ) เมื่อขับรถเข้าไปก็พบกับสาวน้อยน่ารักในชุดสีชมพู กางเกงสีขาว ที่เฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลา และก็ได้รับไปเดินที่หาดบางเทา ซึ่งทรายที่นี่ละเอียดมาก น้ำทะเลก็สวย และที่สำคัญ มีฝรั่งอาบแดดด้วย (เห่อๆ) เมื่อเราดูฝรั่ง เฮ้ย! ดูวิวทะเลเสร็จแล้ว พ่อเต้ยก็ได้พาไปไหว้พระผุด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ผุดขึ้นมาจากพื้นโดยเห็นเพียงช่วงหัวไหล่ขึ้นไป เมื่อเราไหว้พระเสร็จก็ไปเที่ยวตามหาดต่อ โดยไปที่หาดในยาง ซึ่งเงียบมากเนื่องจากเป็นช่วง Low season และก็ไปส่งนางฟ้า เพราะต้องทำงานตอนบ่าย 2 ซึ่งมาถึงที่โรงแรมก็ประมาณบ่ายโมงตรงได้ แล้วเราก็เดินทางกลับระหว่างทางก็แวะที่หาดสุรินทร์ และก็กลับที่พัก และหาเช่ารถมอเตอร์ไซด์เพื่อขับเที่ยวรอบๆเกาะ(เพราะเดินทางได้คล่องตัวกว่ารถยนต์มาก) โดยเช่า 3 คันเป็นออโต้ 1 คันซื้อบรรทุกอ๊อดกับทัน และ เวฟ125 อีก 2 คัน ขับเที่ยวรอบเกาะ โดยขับเรียบชายทะเลไปเริ่มตั้งแต่ป่าตอง ไปกะรน ไปยังกะตะน้อย ไปกะตะ และไปจุดชมวิวซึ่งจะเห็นได้หาด 3 หาด ประกอบด้วย กะตะน้อย กะตะ กะรน ซึ่งจุดชมวิวนี้สวยงามมาก และไปต่อที่ ในฮาน จนไปถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกสุดท้านในประเทศไทย คือ “แหลมพรหมเทพ” ซึ่งจะอยู่รอดูพระอาทิตย์ตกก็ไม่ไหว เพราะว่าเพิ่งบ่าย 3 ประกอบด้วยเมฆที่มาก คงไมเห็นแน่ๆ เลยกลับที่พัก และก็ออกไปตลาด(ชื่ออะไรจำไม่ได้จิงๆ) ซึ่งตลาดที่ป่าตองจะอยู่หลัง ห้างจังซีรอน(ห้างยักษ์ใหญ่ของเกาหลี) ซึ่งไม่เหมือนบ้านเรา ที่จะสกปรก มีหนู มีน้ำคลำ แต่ที่นี่สะอาดมากๆวันนั้น น้านิดพาไปซื้อปลากระพง 2 ตัว (500 ก่าบาทได้) และปูอีกประมาณ 10 ตัวได้ (อีก 500 ก่าบาท) แล้วน้านิดก็ไปร้านอาหารที่เค้าดูแลอยู่ ซึ่งชื่อร้านป่าตองซีฟู๊ด ให้เค้าทอดปลา และนึ่งปูให้เพื่อทานกันตอนมืด และก็กลับที่พัก กินกันอย่างอร่อย และก็นอนเอาแรงเพื่อวันพุ่งนี้ต่อไป

Posted by: nebura | พฤษภาคม 27, 2008

ณ.ภูเก็ต 20-26 พ.ค. (วันแรก)

จุดประสงค์หลักของการไปภูเก็ตมี 2 อย่าง คือ
1.ไปหาคนที่คิดถึงมากที่สุด
2.ไปสัมภาษณ์งานในบริษัททำเว็บแห่งหนึ่งในจังหวัด ภูเก็ต

ตอนแรกจะเดินทางไปคนเดียวเพราะนัดสัมภาษณ์ไว้วันศุกร์ กะจะไปวันพฤหัสตอนมืดๆ ซึ่งจะถึงเช้าวันศุกร์แล้วก็เข้าไปสัมภาษณ์ช่วงบ่าย และก็เที่ยวต่อจนถึงวันอาทิตย์ โดยหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งค่าบริการห้องพักต่อคืนตกประมาณ 400 บาทขึ้นไป และสามารถเช่ามอเตอร์ไซด์ได้โดยอัตตราวันละ 350 บาท(สำหรับรถออโตเมติก) ซึ่งก็โอเค ซึ่งอ่านในเว็บมา การเช่ารถ 2 แถวเหมาคันจะแพงมากๆ เมื่อหาข้อมูลได้ครบและพร้อมขนาดนี้ก็จะเริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น โดยเต้ยได้โทรมาบอกว่าจะไปเยี่ยมญาติพอดี โดยพ่อเต้ยจะเอารถไป โดยมีอ๊อดกับขวัญ เดินทางร่วมไปด้วย

20 ก.ค. 2551
เริ่มออกเดินทางจากราชบุรีประมาณ 9 โมงเช้า ตรงดิ่งไปที่ภูเก็ตเลยโดยแวะพักรถที่จังหวัดชุมพร ที่ปั้ม PTT โดยมีรางวัลการันตีไว้ว่า “รางวัลส้วมสวยที่สุดในประเทศไทย”(ถ้าจำชื่อไม่ผิดนะครับ) โอ้วแม่เจ้ามันมีรางวัลแบบนี้ในบ้านเมืองเราด้วยหรอนี้ แต่เมื่อเข้าไปลองใช้ ก็ต้องบอกได้เลยว่าของเค้าดีจิง สวยมากจนอยากจะขโมยกลับมาใช้บ้าน 555+ และก็หาอะไรรองท้องกันเพื่อนเดินทางต่อโดยใช้บริการ KFC กินซิงเกอร์เบอร์เกอร์ แล้วก็เดินทางกันต่อ โดยที่ประมาณ 100 กิโลเมตรหลัง ฝนจะทยอยตกมาตลอดเวลาทำให้การเดินทางช้าลงไป และเมื่อถึงสะพานสารสิน ก็ได้มองชมบรรยากาศผ่านกระจกรถ ซึ่งประกอบกับฝนที่ปรอยลงมา ทำให้นึกถึงเรื่อง “สะพานรักสารสิน” ซึ่งได้ความรู้มาเหมือนกันว่าสะพานสารสินขาเข้า จะเป็นสะพานที่สร้างใหม่ ส่วนสะพานเก่านั้น(ที่เป็นตำนาน) จะเป็นสะพานขาออกจาำภูเก็ต เมื่อขับเข้าไปก็จะเจอด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งก็จะขอตรวจตามระเบียบ และเมื่อตรงเข้าไปสู่เมืองภูเก็ต จะพบกับอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตริย์และท้าวศรีสุนทร ยืนเด่นเป็นสง่า หันหน้ามาต้อนรับผู้คนที่มาเที่ยวยังภูเก็ตแห่งนี้ และเราก็ตรงสู่ป่าตองเพื่อเข้าที่พักซึ่งญาติเต้ยซึ่งมีชื่อว่าน้านิด กับป้าแป้นได้จัดการไว้ให้ ซึ่งอยู่แถววัดสุวรรณคีรีวงศ์ เมื่อเก็บของเสร็จเค้าก็พาไปกินอาหารที่ “ร้านกาบกล้วย” ซึ่งอาหารมื้อแรกก็แพงใช้ได้เลย (ดูจากราคาหลังเมนู) เมื่อทานเสร็จก็เข้าที่พัก เตรียมตัวเที่ยวต่อในวันถัดไป

Posted by: nebura | พฤษภาคม 8, 2008

ยังจำกันได้ไหม (พวกเรา ICT)

1.ครั้งหนึ่งไอ้เอ๋เคยถูกเรียกว่า Telephone Man เพราะแม่งคุยโทรสับทั้งวัน
2.เทพแซมได้ฉายแววเจิดจรัส จากการบ้านวิชาคิมกราฟ (ไอ้ตัวปีศาจเรียกฝนมันอะ)
3.ปี1 ร้านข้าวที่ขายยันดึกยันดื่นที่ช่วยชีวิตนักศึกษาชายเวลาหิว คือ แคมป์คนงาน
4.นักศึกษาชายร้อยละ 70 สั่งข้าวให้ป้าอู๊ดมาส่งตอนดึกๆ (ซึ่งกว่าจะมาก็อิ่มไปแล้ว)
5.ตอนปี1 ไอ้ติ้วเคยทอดปลาเค็มในหอ (สัตวะออกมาดูทั้งชั้น)
6.ตอนปี 1 ห้องนักศึกษาชายที่นอนเยอะที่สุดได้แก่ห้อง 3425 นอนเตียงเดี่ยว 3 เตียงรวมกันทั้งหมด 6 คน ได้แก่ ทัน อุ้ย อ๊อด เต้ย ยู ต้า
7.โดนัท เป็นคนที่พูดเพราะที่สุดในคณะ
8.ไอ้ติ้วเคยเป็นคนซ่อมคอมให้นักศึกษาคณะ ICT มากที่สุด
9.และไอ้ติ้วครั้งนึงเคยโดนด่าว่า “ประกอบคอมไม่เสฐียร”
10.ครั้งหนึ่งไอ้ตี๋เคยยกมือขอช่วยเพื่อนที่ถูกทำโทษ (แต่ไม่มีใครยกมือช่วยไอ้ตี๋เลย 555)
11.และครั้งหนึ่งในงานเฟรชชี่ไนท์ไอ้ตี๋เคยได้รางวัลแต่งกายยอดเยี่ยม (ไอ้ชุดนอนโดเรม่อนมันอะ)
12.คู่รักที่หนีตามกันมาเรียนเท่าที่จำได้มี 3 คู่ คือ คู่เต้ย+ขวัญ คู่หนุ่ม+กุ๊กไก่ คู่อาร์ทโตร+เบียร
13.ไอ้ยูมีแฟนมาแล้วทุกชั้นปี
14.เครื่องเสียงที่ดังที่สุดอยู่ห้องไอ้ติ้ว
15.ฟุตบอลประเพณีของคณะ ICT ทีมราชบุเรียน ไม่เคยเสียประตูให้ทีมใดเลย
16.ฟุตบอลประเพณีของคณะ ICT ทีมหวานเย็นไม่เคยชนะราชบุเรียน อิอิ
17.โดนัทมีแฟนคลับในคณะมากที่สุดดาว
18.การ์ดจอที่แพงที่สุดในคณะอยู่ที่ติ้ว ด้วยราคา 20000 กว่าบาท
19.วิชาที่คนเข้าเรียนน้อยสุดคือวิชา สแตช
20.และวิชาแสตชนี้ อาจารย์ผู้สอนร้องไห้เพราะพวกเราไม่เข้าเรียน
21.90% ของรุ่นเรา เคยเดินเป็ด
22.รุ่นเราคนใช้ MAC คนแรกได้แก่ เอ๋
23.คณะเรามีคนได้ฉายามะม่วง 2 คนคือ ไอ้บอย และไอ้บาส(เกี้ยม)
24.อาร์ทโตรชอบห้อยกระเป๋าไว้ที่ คอ
25.เกมที่เคยฮิทที่สุดตอนปี 1 ได้แก่ CS Source และได้เปลี่ยนมาเป็น War Craft ในที่สุด
26.และครั้งหนึ่งไอ้ต้าเคยขโมยผักบุ้ง และ… ของสัตวะ
27.ครั้งหนึ่งคนที่ผู้ชายเบื่อหน้ามากที่สุด คือ เนม กับ ทัน เพราะว่ามาทีไรเก็บตังทุกที
28.เทพสุราของปีเราได้แก้ ไอ้ปู และ สาวอ้อ
29.และอุ้ย จีบเพื่อนติด เพราะได้ท่าตีปิงปองขั้นเทพ (ให้เจ้าตัวทำให้ดูจะรู้ว่าเทห์แค่ไหน)
30.อย่าลืม คณะเรา ปานวาด ไม่ได้ชื่อเล่นว่า เป้ย
31.เนตรแต่งเป็นผีในเฟรชชี่ไนท์ได้น่ากลัวที่สุด (จนได้รางวัล)
32.ผู้ชายกับผู้ชายที่เคยหอมกันคือ ไอ้นัตตี้และลูกจุ๊บพ์
33.ปี 1 ตอนว๊ากที่พี่ฮูกกระโดดน้ำ ตอนนี้ทุกคนก็ยังงงอยู่ว่าโดดไปทำไม (จิงไหม)
34.คนที่ตัวใหญ่ที่สุดในคณะคือ จ้า และคนที่ตัวเล็กสุดในคณะคือ พลอยน้อย
35.รุ่นเราทำงูกะปะยักษ์ไปโชว์ แต่ตอนนี้หาไม่เจอว่าเก็บไว้ไหน
36.เทพแซมไม่ค่อยชอบใส่ ……. ไปเรียน (หอชายคงรู้กันดี)
37.ประธานคณะของรุ่นเราคือ ไอ้ต้า ซึ่งมีคะแนนนำไอ้นุ่น 1 คะแนน
38.เพลงหมาเน่าท้องอืดใส้แตก ไอ้ติ้วเต้นได้ทุเรศที่สุด
39.ไอ้ตี๋ก่อนที่จะมาอยู่แก็งค์หวานเย็น เคยเป็นตี๋แก็งค์ G-โป่งมาก่อน
40.ชื่อที่โหลที่สุดของคณะเราคือ พลอย (มี 4)และ ทราย (มี 4)
41.คณะปฏิวัติของออกแบบได้แก่โอม หลังจากนั้นทั้งออกแบบเจอการบ้านจนตาเหลือก
42.ร้านพี่เหมื่ยวเดิมอยู่ที่หอ 1
43.ครั้งหนึ่งหอพักนักศึกษาหญิง ใช้ห้องน้ำรวม
44.และครั้งหนึ่งนักศึกษาชายต้องเดินไปรับนักศึกษาหญิงมาทำงานด้วยกัน
45.โต้รุ่งหัวหินคือสวรรค์ของพวกเรา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น หัวหินมาร์เก็ตวิลเลจ
46.สโลแกนของนักศึกษาหญิงคณะ ICT คือ สวย ถึก และบึกบึน
47.รถที่เร็วที่สุดในคณะคือ เฟียสแดงของติ้ว และรถที่ช้าที่สุดในคณะคือ รถป๊อบ ที่จ้ากับแนนซ้อนกันไป
48.เทพนิว เริ่มบ้า Berry-z จากการที่โหลดเอ็มวีของเครื่องไอ้ทันไปดู
49.สารภาพมา ตอนที่ไปพระปฐม และไปไหว้พระพิคเนศวร ใครหลับในบ้าง
50.ปัจจุบันคนเขียนนี้ถูกเรียกว่า “มิสเตอร์ดี”

จากที่เคยเห็นตามอินเตอร์เน็ทบอกไว้ว่า
“เพราะความรักของผู้หญิงนั้นมักจะเริ่มจาก 0 อยู่เสมอและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 100
แต่ความรักของผู้ชายนั้นมักจะเริ่มจาก 100 เสมอและลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 0″
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?
นั่นเป็นเพราะว่า ผู้ชายนั้นต้องการพิสูจน์กับผู้สาวว่า เขาเองก็ทำได้นะ ถึงอะไรจะยากแค่ไหนเค้าก็ทำได้ เขาจึงพิสูจน์ตัวเองให้ผู้สาวได้รับรู้ว่า เพื่อเธอนั้นเขาสามารถทำไรได้บ้าง สาวเจ้าจึงเห็นได้ว่าทำไมการแสดงออกเพื่อการเอาชนะใจสาวเจ้าจึงลดลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนตอนเริ่มคบกันใหม่ๆ ก็เพราว่าความรักก็เหมือนการเรียน ที่ยิ่งนานวันมันก็ยากขึ้นเรื่อยๆ คุณเคยเรียนได้ 2.5 แล้วพัฒนามาจนอีกเทอมได้ 4.00 แล้วเทอมหน้าละคุณจะทำอย่างไรให้ดีก่า 4.00? และแน่นอนวิชาที่เรียนก็ต้องยากกว่าเดิมอยู่แล้วเกรดต้องตกแน่ ถ้าเกรดตกนั่งแปลว่าคุณเอาใจใส่กับการเรียนน้อยลงงั้นหรือ? เราจึงมีแค่ 2 อย่างที่ต้องรับฟังคือ “เสมอตัว” และ “แย่ลง”

และสาวเจ้าทำไมมักจะเริ่มจาก 0 อยู่เสมอและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 100
เพราะในสังคมไทยยังสอนว่าผู้หญิงไม่ควรเป็นฝ่ายที่จะเริ่มก่อน แม้จะมีใจก็ตาม ผู้หญิงถูกสอนมาว่า “ลูกผู้หญิงต้องสำรวมกิริยา อาการ ไม่ทำอะไรจนออกนอกหน้า” เราจึงไม่เห็นผูหญิงเริ่มจาก 100 เลย เมื่อผู้ชายมาทำให้ประทับใจ มาทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ ความรู้สึกดีๆที่เรียกว่ารักมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มในหัวใจสาวเจ้า
ซึ่งกว่าฝ่ายหญิงจะมีใจ เราก็ทุ่มเทไปทุกอย่างมากมาย ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางครั้งเหนื่อยและท้อแท้กับสิ่งที่ทำ แต่สาวเจ้าในตอนนั้นจะเคยกับรู้บางไหม? เพราะสาวเจ้าจะเริ่มเป็นห่วงความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็เมื่อถึงจุดๆหนึ่งตอนที่เค้ามั่นใจในตัวของอีกฝ่าย แล้วก่อนหน้านั้นละ?
จากเรื่องนี้จึงอย่าเหมารวมว่าผู้ชายทุกคนแย่เสมอไปนะครับ…

บ่นแค่นี้ก่อนดีก่า
ปล. คนที่ภูเก็ตจะเป็นไงบ้างน้า คิดถึงจะแย่แล้ว

Posted by: nebura | เมษายน 29, 2008

เหตุเกิดบนถนน?

1. ถ้าตำรวจถามเราว่ากินเหล้าป่าว ให้ตอบไป “ว่าที่ไหนละ”
2. ถ้าเราทานเหล้ามาเล็กน้อยแล้วตำรวจถามว่า “ได้กินเหล้ามาไหม” ให้ตอบไปว่า “ไม่ได้กิน” แต่ถ้าตอบไปว่า “กินนิดเดียวครับ” ตำรวจจะบอกว่า “‘งั้นคงไม่เป็นไรหรอก ลงมาวัดหน่อยละกัน”
3. ถ้าเจอด่านตำรวจตรวจวัดแอลกอฮอลล์ แล้วท่านกินมาไม่มากเท่าไหร่ ให้ท่านอมพิชเชอร์แมนเฟรนรสดั้งเดิมซองสีขาว แล้วไปเป่าที่วัดแอลกอฮอลล์ จะช่วยได้ (ยูย่า ยาณีลองมาแล้ว)
4. ถ้าคุณขับรถมาด้วยความเร็วสูง และเจอด่านตำรวจ คุณห้ามบอกว่า “ขอโทษครับ ผมรีบจริงๆ” เพราะคุณตำรวจจะตอบว่า “โอเคไม่เป็นไรครับ งั้นจ่ารีบเขียนใบใส่ให้พี่เค้าที พี่เค้ารีบ”
5. เฟอร์นันโด ตอติ้ว กล่าวไว้ว่า “เวลาจะแปรผันตรงกับน้ำมัน” คือ ถ้าเวลาในการขับจากที่นึงไปสถานที่นึงด้วยความเร็วสูง จะทำให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น และทำให้การใช้น้ำมันสั้นขึ้น?
6. อย่าให้นักปราชญ์ขับรถ เพราะมันจะปราดเค้าไปทั่ว
7. เฟอร์นันโด ตอติ้ว กล่าวไว้ว่า “เครื่องเสียงที่ดี จะทำให้ประสิทธิภาพของรถเพิ่มขึ้นอีก 10%”
8. ยูย่า ยาณี กล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณอยากให้คนมองรถคุณอย่างเหลียวหลัง คุณลองทำกระบะเปิดประทุนดูดิ”
9. ถ้าคุณหิวในระหว่างการขับขี่ ลองแวะปั้ม JET และกินบะหมี่แฮมซะ ลองทานดู แล้วคุณจะมีเรื่องคุยระหว่างการขับขี่ไปอีกนาน
10. ถ้าไม่จำเป็น อย่าใช้ GPS ในการนำทาง เพราะมันจะหาระยะทางที่สั้นที่สุด โดยที่ระยะทางนั้นอาจเป็นถนนลูกรัง เข้าป่า ก็เป็นได้ (จากประสบการณ์โดยตรง)
คิดได้แค่นี้ เดี๋ยวคิดออกจะมาเล่าใหม่นะจ๊ะ

มีคู่รักมากมายในรั้วมหาวิทยาลัยที่รักกันมาก แต่เมื่อมาถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนจากวัยรุ่น สู่วัยทำงานซึ่งสถานที่ที่คุ้นเคยจะเปลี่ยนไป จากที่เรียกว่า “มหาลัย” จะไปสู่สถานที่ที่เรียกว่า “ที่ทำงาน” ซึ่งที่ทำงานนี้อาจจะอยู่ต่างสถานที่กันเป็นส่วนมาก บางคู่อาจห่างกันเพียงแค่เส้นถนนขั้นกลาง บางคู่ห่างกันเพียงแค่ 2 ป้ายรถเมย์ และบางคู่อาจห่างกันเป็นร้อยกิโลเมตรละ คุณว่าเค้าจะมีวิธีไหนซึ่งจะได้พบกัน เหมือนครั้งอยู่ในรั้วหมาวิทยาลัย? ด้วยแขนงวิชาที่ต่างกัน แหล่งงานมักจะต่างกันตามไปด้วย อย่าง ICT แหล่งงานของเราก็จะกระจุกอยู่ที่ กทม. อย่างคณะการจัดการแหล่งงานก็จะอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่างเช่น ภูเก็ต สมุย พังงา ฯลฯ ซึ่งจะเป็นแหล่งงานที่ให้ค่าตอบแทนจากการทำงานที่สูง ซึ่งช่วงวัยนี้จะเปลี่ยนไปแล้วจากการทำตัวสบายๆ เรียนไปวันๆ ขอเงินพ่อแม่กินไปเรื่อยๆ มาสู่การหาเลี้ยงชีวิตด้วยตัวเอง การเริ่มสร้างอนาคตของตัวเอง ซึ่งในตอนนี้ที่ที่ให้ผลตอบแทนในการทำงานมากที่สุด จะเ็ป็นตัวเลือกแรกๆ ของการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตเรา บางคู่เลือกที่จะอยู่ใกล้ๆกัน เพื่อที่จะได้ทำงานใกล้กัน ได้เจอกัน แต่น้อยคู่นักที่จะได้เจองานที่อยู่ใกล้ๆกัน และงานเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนมากจะมีฝ่ายนึงจะเสียสละเพื่อทำให้เราได้อยู่ใกล้กัน แต่ถ้าเป็นคุณละ คุณจะทำอย่างไรถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิของคุณ?
เรามีสิทธิที่จะรั้งเค้าไว้ให้อยู่กับเรา แต่คุณจะทำงั้นหรือ?
ดังนั้นเมือเข้าสู่วัยทำงานแล้ว อนาคตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา และอะไรละที่จะยึดเหนี่ยวคำว่าเราให้คงอยู่ตลอดไปละ?
ความห่างไกล ไม่ได้ทำให้ความรักจางลง แต่ความห่างไกล น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้คุณค่าของคำว่า “คิดถึง” เพิ่มมากขึ้น
อย่าโทษระยะทาง ที่ทำให้ความรักจืดจางลง แต่ตัวคุณเอง ที่โทษว่าระยะทางทำให้คุณเป็นอย่างนี้
อย่าลืมอย่างน้อยคุณก็เกิดอยู่ในโลกใบเดียวกันกับเค้า ซึ่งมันก็เล็กมากพอที่จะทำให้คุณอยู่ด้วยกันกับเค้าแล้ว
ปล. อ้างอิงจากจากชีวิตนักศึกษารายหนึ่งซึ่งคิดถึงคนที่อยู่ภูเก็ตมากๆ

ทำไมผู้ชายนิสัยดี มักจะไม่หล่อ! ประโยคนี้คุ้นหูมาก ซึ่งมักได้ยินจากผู้หญิงที่ัยังไม่มีแฟน หรือกำลังคิดที่จะมีแฟน
ก่อนอื่นลองมาดูความคิดของผู้หญิง(บางกลุ่ม)กันก่อนนะครับ

ผู้ชาย
ผู้ชายนิสัยดีมักขี้เหร่
ผู้ชายหล่อมักไม่สุภาพ
ผู้ชายทั้งหล่อและสุภาพมักเป็นเกย์
ผู้ชายไม่หล่อและนิสัยดีมักไม่มีสตางค์
ผู้ชายหล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแกสตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราเหมาะกับเขามักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายหล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักขี้อายและกลัวการเริ่มต้น
ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?

จากการคิดและวิเคราะห์ทั้งจากประสบการณ์และการเรียนจิตวิทยาเบื้องต้น
จะเห็นได้ว่าผู้ชายไม่หล่อมักจะมีนิสัยที่ดี เนื่องจากมนุษย์เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์มักจะต้องการความสนใจจากเพศตรงข้าม แล้วจะมีทางไหนหละที่จะให้ฝ่ายหญิงมาสนใจเราซึ่งไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดความสนใจจากอีกฝ่ายให้หันมามอง ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายหล่อๆ จะไม่ต้องทำอะไรเลย เนื่องจากจะมีจุดดึงดูดความสนใจที่อยู่ในรูปของหน้าตา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะสนใจเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้นผู้ชายที่ไม่หล่อจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “นิสัยที่ดี” มาเป็นจุดที่ใช้ในการดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย และถ้าเกิดคบกัน ฝ่ายชายมักที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อฝ่ายหญิง ประมาณว่าอะไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เสียเทอไป จนบางคู่อาจอิจฉาเลย และอาจโดนเหน็บแนมจะคนที่พบเห็นว่า “เหมาะสมกันมาก…ยังกะนางฟ้า กับ หมาแดกแฟ๊บ
และผู้ชายที่หล่อๆ จะมีตัวเลือกทางด้าน “การคบหาดูใจ” มาก และมักจะเป็นการคบหาที่ไม่ยืดยาว(บางคู่นะครับ) เพราะอะไรหละ ก็เพราะว่าเค้ามีตัวเลือกที่เยอะกว่า มีคนรอที่จะคบหาดูใจด้วยอีกมากมาย จนค้นหาผู้หญิงที่ใช่สำหรับเค้าที่สุด ซึ่งบางที่ผู้หญิงที่ใช่สำหรับเค้า ก็อาจเป็นคนที่เค้าเคยคบไปแล้ว ซึ่งถ้าเค้าเกิดมีอาการ อกหัก หรือ เสียใจจากความรักก็อาจจะหายอย่างรวดเร็ว เพราะว่ามีคนที่พร้อมจะมีปลอบโยนจากคนต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายไม่หล่ออกหักก็มักจะโดนด่าว่า “ไม่ได้ดูหนังหน้ามึงเลยยยยย” 555+
วันนี้เอาแค่นี้ก่อนละกันนะครับ ใจจิงมีอีกเยอะ แต่จะเขียนแบบหยาบๆก็กลัวจะโดนผู้ชายหล่อๆด่า 555+
ปล. อย่าลืมว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคารห์ ไม่ใช่ผู้ชายหล่อๆและไม่หล่อ จะเป็นอย่างนี้ทุกคนนะครับ

Posted by: nebura | เมษายน 11, 2008

สานต่อภารกิจ(ตอนที่ 2)

ต่อจากสานต่อภารกิจ(ตอนที่ 1) เมื่อเอ็มเธอเด้งขึ้นมา เราตกใจมาก คิดในใจเอาไงดีวะ ทักไรดี เลยใช้ไม้ตายที่หลายคนสอนมาว่าวิธีนี้ดีที่สุด คือ
เรา : “สวัสดีครับ”
เธอ : สวัสดีค่ะ ใครค่ะ
เรา : ทันครับ ทัน ict ครับ (นามนี้เป็นนามสมมุตินะครับ ขอปกปิดชื่อจริงของผู้สร้างเรื่องราวนี้นะครับ)
เธอ : ค่ะ ได้เมล์เรามาได้ไงค่ะ
เรา : บอกไม่ได้จิงๆครับ เพราะสัญญากับคนที่เราฝากขอไว้ครับ
เธอ : บอกมานะค่ะ
เรา : บอกไมได้จิงๆครับ
เธอ : งั้นแค่นี้นะค่ะ
แล้วเทอก็ออกเอ็มไป ทิ้งให้เราครุ่นคิดอยู่ว่า สงสัยเรื่องราวของเราคงจบและ สาวเจ้าคงโกรธ ไม่คุยกับเราอีกและ
จากนั้นจึงปรึกษาไอ้ฮูกว่าจะเอาไงดี ฮูกบอกต่อๆ อย่าหยุดๆ แล้วมีอยู่วันหนึ่ง จึงให้บุ้งซื้อเค้กไปให้ บุ้งก็ไปเคาะห้องไกด์
แล้วเอาเค้กให้ แล้วเราก็โทรหาบุ้ง บุ้งก็บอกว่า “ทัน ไกด์ไม่ขอบคุณเราสักคำเลยอะ ทำหน้าบึ้งด้วยอะ”
จากนั้นเราก็โทรไปหาเทอคนนั้น เค้าก็บอกว่า “คราวหลังไม่ต้องฝากไรมาอีกแล้วนะ เราไม่อยากรับของใคร”
โดนปิดทางซะขนาดนี้ ไอ้ทันจะทำยังไงต่อไป ติดตามตนต่อไปนะครับ อิอิ

Posted by: nebura | เมษายน 4, 2008

พร้อมแล้วหรือ

พวกเราพร้อมแล้วหรือสำหรับการทำงาน เรียนจบต้องหางานทำ มันเป็นเช่นนั้นหรือไม่
หรือสังคมบอกเราว่าเมื่อเรียนจบต้องหางานทำ หรือ เราตั้งใจจะทำงานเมื่อเรียนจบ
คุณเป็นแบบไหน ?
แล้วเมื่อถึงเวลาที่บริษัทเรียกสัมภาษณ์ เราเป็นฝ่ายที่ถูกถามตลอด เช่น ทำไมอยากทำงานที่นี่ ทำไรได้บ้าง ทำไมผมต้องรับคุณ สารพัดที่เราต้องตอบคำถามให้กับเค้า แล้วเราละมีสิทธิ์ไหมที่จะถาม?
แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะเลือกงาน แทนที่งานจะเลือกเรา ? สังคมบอกว่าอย่าเกี่ยงงานจะได้ไม่อดตาย แล้วถ้างานที่เราไม่เกี่ยงได้ 8000 ละ เราจะทำไง ?
กรุงเทพมีฐานเงินเดือนขั้นต่ำที่มากก่าต่างจังหวัด แล้วเราที่เป็นคนต่างจังหวัดละ จะเลือกทำที่ไหนดี? กรุงเทพเงินเดือน 12000 ขึ้นไป แต่ต้องจ่ายค่าหอ ค่ารถเมย์ BTS ค่าอาหารที่แพงก่า  แต่ทำงานบ้านเกิดอาจได้ซัก 8000 ขึ้น แต่มีที่อยู่ฟรี อาหารครบ 3 มื้อ ขับมอไซด์ไปทำงานได้เอง เป็นคุณจะเลือกข้อไหน?
การเรียนต่อปริญญาโท จำเป็นหรือไม่? แล้วการทำงานที่ได้ประสบการณ์จริง กับการไปเรียนเพื่อได้ทฤษฎีมาละ คุณจะเลือกแบบไหน?
การบวชก่อนทำงาน หรือทำงานก่อนค่อยบวชก็ได้ คุณเลือกแบบไหน? จะบวชก่อนทำงานเลยไหม หรือจะบวชหลังเราได้งานแล้ว? เรามีสิทธิ์ที่จะลาบวชระหว่างทำงานได้ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้านายเค้า จะให้เค้าบวชหรือไม่ ใครจะทำแทนเราละถ้าเราลาบวช?

บ่นแค่นี้ก่อนดีก่าเดี๋ยวคนอ่านจะรำคาญ
ปล. คิดถึงคนที่อยู่ภูเก็ตมาก

Posted by: nebura | เมษายน 1, 2008

31 มีนาคม 2551

วันนี้เป็นวันสัมภาษณ์งานของผม พี่ที่บริษัทนัดบ่ายโมง ผมตื่นตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง อาบน้ำเตรียมตัวล้วออกเดินทาง ไปถึงอนุสาวรีย์ 11.20 น. แล้วก็นั่ง BTS. ไปศาลาแดง ตื่นเต้นมากๆ เพราะไม่เคยไปสายสีลมเลย ไม่รู้ว่าเมืองนี้มันเป็นจะได๋ เมือถึงสถานีศาลาแดงก็โบกแท็กซี่ต่อไปที่ซอยสวนพูลซอย 8 ถึง บริษัทก็เที่ยงพอดี บริษัทนี้เป็น Home Office ตั้งอยู่บนคอนโดหรู ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม เมื่อถึงบริษัทก็โทรหาพี่ผู้จัดการ พี่ก็บอกว่าให้เข้าไปเลย พี่อาจจะมาช้าหน่อย ผมก็เลยเข้าไปก่อน เจอนายจ้างฝรั่ง แต่แปลกใจก็คือ ไม่ผมทองแฮะ คนนี้ออกจีนๆนิดๆ แต่ก็ไม่วายคิดในใจว่า “บรรลัยและ แล้วกูจะพูดกับเค้ารู้เรื่องไหมนี่” คำแรกที่เค้าทักผมก็คือ “Hello” เอ้าคราวนี้กูจะตอบไงนี่ “Good afternoon” หรือ “Hello” ดี แต่ปากมันพาไปแล้ว “สวัสดีครับ Hello” รวมกันแม่งเลย แล้วนายจ้างฝรั่งก็เริ่มโชว์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเค้ามาก็คือ IPCAMERA ให้เราดูเทคโนโลยีของเค้า และลอง Set และลองใช้ดู (โหแม่ง เห็นแล้วอยากจะได้ไปติดที่…..สักอัน 555) ของเค้าดีจิงๆ ดีก่ากล้อง CCTV ที่ใช้บันทึกแบบ VDO หรือ VCD มากเลย ด้วยเทคโนโลยีนี้เราสามารถที่จะดูกล้องจากที่ไหนของโลกก็ได้ ที่มีเครือข่ายอินเตอร์เน็ท มีบางอันประทับใจมาก จับภาพตามสิ่งที่เคลื่อนไหวเลย ลองดูแม่งเจ๋งจิงๆเลย เราทำไรแม่งตามดูเราไปหมด แล้วเค้าก็มีลูกค้ามาพบ เค้าเลยให้เรามานั่งที่โต๊ะของผู้จัดการเลย 555 ดูแม่งเทห์ๆไงไม่รู้ดิ (อิอิ..) แล้วเราก็รอพี่ผู้จัดการมา ระหว่างรอก็อ่านคู่มือไป ออกไปดูสระว่างน้ำบ้าง จนกระทั้ง 4 โมงก่าได้ พี่ผู้จัดการมาพอดี เค้าก็ดูงานที่เราเคยทำไว้ และก็เลยให้เราทำแฟรชอะไรก็ได้ให้ดูหน่อย เราก็ทำไปเรื่อยๆ จน 6 โมงได้จึงให้พี่มาดู เค้าก็เข้าใจว่าเวลาน้อยเลยทำได้แค่นี้ แล้วเค้าก็ถามว่าจะเริ่มทำงานเมื่อไหร่ เรางงมาก เพราะว่าเห็นเพื่อนๆ ไปสมัครกับ บ. ต่างๆ ต้องรอผลเป็นอาทิตย์เลย เราไม่ได้ตอบไป เค้าจึงให้ ipcamera กับ Router มาลองเล่นที่หอ มาลองเซตดู และเราก็ลากลับ ออกมาที่ถนน โอ้วพระเจ้า ประเทศไทยทำไมรถติดอย่างนี้ แทบไม่เคลื่อนเลย เลยเดินเล่นๆไปจนถึงถนนใหญ่ จะขึ้นแท็กซี่ก็ขึ้นไปนั่งเฉยๆแน่ๆ เลยเดินไปเรื่อยๆ จนมีรถสาย 17 ขับมา จึงขึ้นไปลงอนุสาวรีย์ แล้วก็ซื้ออาหารมื้อแรกในวันเกิดกินก็คือลูกชิ้น 2 ไม้ แล้วจะนั่งแท็กซี่กลับก็ไม่มีอีก เลยนั่งรถเมล์กลับแม่งเลย มาถึงห้องก็มานั่งคิดๆดูว่าจะเอาไงดีสับสนไปหมด กลัวทำไม่ได้ดีเพราะมีบางทีต้องไปอยู่หน้าร้านด้วย และบางอย่างเราต้องฝึกอีกมาก จะทำไงดีนี่ เฮ้อ
ป.ล. วันนี้วันเกิดผมด้วย 555+ ไม่ได้ฉลองกับใครเลย เพราะแผนเสียซะก่อน เฮ้อ

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่